เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ปัญหาที่ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเผชิญอยู่เป็นประจำคือ "น้ำท่วมขัง" ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหลังฝนตกหนัก การประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างถูกต้องก่อนตัดสินใจขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ถือเป็นปัจจัยที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าภายในรถยนต์ของคุณพังเสียหายจนเสียค่าซ่อมบำรุงโดยไม่จำเป็น
บทความนี้จะมาเจาะลึกและประเมินระดับน้ำท่วมขังบนท้องถนน ว่าระดับไหนที่คุณยังพอขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัย และระดับไหนที่ควรเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น
วิธีประเมินระดับน้ำท่วมขังก่อนตัดสินใจขับลุยน้ำ
การประเมินระดับความลึกของน้ำขณะอยู่ในห้องโดยสารเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากไม่มีจุดสังเกตที่ชัดเจน ดังนั้น การใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวและองค์ประกอบของรถยนต์คันอื่นเป็นตัวเปรียบเทียบ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ใช้ขอบทางเดินหรือฟุตบาทเป็นเกณฑ์: ขอบฟุตบาทมาตรฐานตามท้องถนนทั่วไปจะมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร หากน้ำท่วมขังยังไม่มิดขอบฟุตบาท นั่นหมายความว่าระดับน้ำยังอยู่ในขั้นที่ปลอดภัย
สังเกตระดับน้ำที่ล้อรถคันหน้า: หากมีรถขับนำหน้า ให้สังเกตจุดที่น้ำท่วมถึงตัวล้อ หากน้ำท่วมสูงเกินครึ่งล้อรถยนต์ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระดับน้ำเริ่มอันตรายแล้ว
สังเกตคลื่นน้ำที่เกิดจากการจราจร: หากฝั่งตรงข้ามมีรถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก หรือรถบัส ขับสวนทางมา คลื่นน้ำกระแทกที่เกิดจากรถเหล่านั้นจะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นอีก 10 - 20 เซนติเมตร ซึ่งต้องนำปัจจัยนี้มาคำนวณร่วมด้วยเสมอ
ระดับน้ำท่วมขังแบบไหนที่ยังสามารถขับผ่านได้
ระดับน้ำไม่เกิน 10 - 15 เซนติเมตร (ไม่เกินใต้ท้องรถ)
ระดับน้ำในระดับนี้ยังไม่ถึงใต้ท้องรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วไป (Sedan) และยังอยู่ห่างจากตำแหน่งท่อไอเสียและห้องเครื่องยนต์ เป็นระดับน้ำที่สามารถขับผ่านไปได้ โดยไม่สร้างความเสียหายต่อระบบกลไกภายใน
ระดับน้ำ 15 - 20 เซนติเมตร (ท่วมถึงขอบประตูรถชั้นนอก)
สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กและรถเก๋ง ระดับน้ำจะเริ่มแตะขอบท้องรถและขอบสเกิร์ตล่าง หากมีความจำเป็นที่จะต้องขับผ่านก็ยังขับผ่านได้แต่ต้องระมัดระวัง โดยควรปิดระบบเครื่องปรับอากาศ (ปิดแอร์) เพื่อป้องกันไม่ให้พัดลมแอร์หมุนพัดน้ำกระจายเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ และใช้ความเร็วต่ำคงที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคลื่นน้ำดันเข้าสู่ท่อไอเสีย
ระดับน้ำ 20 - 40 เซนติเมตร (ท่วมเกินครึ่งล้อรถ)
เป็นระดับน้ำที่สูงถึงครึ่งล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และเริ่มใกล้เคียงกับระดับท่อไอเสีย รวมถึงช่องไอดีที่ใช้ดูดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ หากจำเป็นต้องผ่านจริง ๆ ต้องใช้เกียร์ต่ำ และขับรถโดยรักษาความเร็วให้คงที่ ห้ามหยุดรถหรือถอนคันเร่งโดยเด็ดขาด แต่สำหรับรถเก๋งที่มีใต้ท้องรถต่ำ แนะนำให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นทันที
ระดับน้ำ 40 เซนติเมตรขึ้นไป (ท่วมมิดฝากระโปรงหรือขอบประตูรถ)
เป็นระดับน้ำสูงจนถึงขอบประตูและห้องเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤต ห้ามขับผ่านเด็ดขาด เพราะมีโอกาสสูงมากที่น้ำจะถูกดูดเข้าสู่ท่อไอดี ส่งผลให้เกิดอาการก้านสูบหักและเครื่องยนต์ดับทันที (Hydrolock) อีกทั้งน้ำจะเริ่มซึมเข้าสู่ห้องโดยสารทำลายระบบสายไฟ หากพบเจอน้ำท่วมขังระดับนี้ ให้เปลี่ยนเส้นทางหรือจอดรถในที่สูงเพื่อรอให้ระดับน้ำลดลงเท่านั้น
ข้อควรระวังในการขับผ่านพื้นที่น้ำท่วมขังของรถแต่ละประเภท
รถเก๋งและรถอีโคคาร์ (Sedan & Hatchback)
จุดที่ต้องระวังที่สุด: ตำแหน่งท่อไอเสียและพัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำ เนื่องจากใต้ท้องรถค่อนข้างต่ำ ระดับน้ำเพียง 20 เซนติเมตรก็สามารถดันเข้าพัดลมแอร์และท่อไอเสียได้ง่าย ต้องขับด้วยความเร็วต่ำมาก ๆ และห้ามเร่งเครื่องกระชากเด็ดขาด
รถเอสยูวีและรถครอสโอเวอร์ (SUV & Crossover)
จุดที่ต้องระวังที่สุด: ควรระวังเรื่องคลื่นน้ำที่เกิดจากการขับขี่ แม้ตัวรถจะยกสูงกว่ารถเก๋ง แต่ตำแหน่งช่องไอดีบางรุ่นยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก การลุยน้ำด้วยความเร็วเพราะคิดว่ารถตัวเองสูง จะทำให้เกิดคลื่นน้ำซึ่งอาจจะเข้าสู่ช่องดูดอากาศในห้องเครื่องได้
รถกระบะ (Pickup Truck)
จุดที่ต้องระวังที่สุด: น้ำหนักของตัวรถและเฟืองท้าย แม้รถกระบะจะลุยน้ำได้ แต่หากไม่ได้บรรทุกสัมภาระด้านหลัง ท้ายรถจะเบาลง ทำให้แรงดันน้ำซัดท้ายปัดหรือลอยได้ รวมถึงต้องระวังน้ำซึมเข้าเฟืองท้ายหากจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
จุดที่ต้องระวังที่สุด: แรงดันน้ำที่อาจซึมเข้าชุดขั้วสายไฟและแบตเตอรี่ใต้ท้องรถ แม้เครื่องยนต์จะไม่มีช่องไอดีให้ดับเหมือนรถน้ำมัน แต่หากชุดซีลกันน้ำเสื่อมสภาพ น้ำอาจซึมเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จนระบบตัดการทำงานอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยได้
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อต้องขับรถผ่านน้ำท่วมขัง
ห้ามเปิดแอร์เด็ดขาด: การเปิดแอร์จะทำให้พัดลมหม้อน้ำทำงาน ซึ่งจะหมุนตีน้ำให้กระจายไปทั่วห้องเครื่องยนต์ ทำให้กล่อง ECU ชื้น สายไฟลัดวงจร และพัดลมอาจพังเนื่องจากถูกเศษขยะที่มากับน้ำพันใบพัด
ห้ามเร่งเครื่องแรงหรือกระชากความเร็ว: การเร่งเครื่องแรง ๆ ไม่ได้ช่วยให้น้ำไม่เข้าท่ออย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กลับจะทำให้ช่องไอดีดูดน้ำเข้าห้องเผาไหม้เร็วขึ้น และสร้างคลื่นน้ำม้วนกลับมาซัดฝากระโปรงหน้ารถตัวเอง
ห้ามถอนคันเร่งหรือจอดหยุดนิ่งกลางน้ำ: หากจำเป็นต้องชะลอตัว ให้เลียเบรกเบา ๆ ควบคู่ไปกับการกดคันเร่งเลี้ยงรอบเครื่องไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้แรงดันไอเสียดันไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าทางท่อไอเสีย
ห้ามสตาร์ทรถใหม่ทันทีหากเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ: หากรถดับขณะลุยน้ำ แสดงว่าน้ำอาจถูกดูดเข้าสู่ห้องเผาไหม้แล้ว การพยายามสตาร์ทซ้ำจะยิ่งทำให้ก้านสูบหักและเสื้อสูบแตก ความเสียหายจะหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว
หลังขับผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรเช็กจุดไหนบ้าง?
ทดสอบการทำงานของระบบเบรก
ให้แตะเบรกเบา ๆ ย้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งในขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อไล่ความชื้นและสร้างความร้อนให้จานเบรกแห้ง ป้องกันอาการเบรกลื่นหรือเบรกไม่อยู่
ตรวจเช็กสิ่งสกปรกในห้องเครื่อง
เปิดฝากระโปรงรถดูว่ามีเศษขยะ ถุงพลาสติก หรือใบไม้เข้าไปติดอยู่บริเวณหม้อน้ำ รังผึ้ง หรือพัดลมแอร์หรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้จะขวางทางลมและทำให้เครื่องยนต์ความร้อนสูงขึ้นในภายหลัง
ตรวจเช็กระดับของเหลวภายในรถ
ชักก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู หากพบว่าน้ำมันเครื่องเปลี่ยนสี แสดงว่ามีน้ำซึมเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ ต้องรีบนำรถเข้าอู่เพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที ห้ามใช้งานต่อเด็ดขาด
ตรวจเช็กความชื้นภายในห้องโดยสาร
เปิดพรมปูพื้นดูรอยรั่ว เอามือกดลงไปบนพรมปูพื้นบริเวณที่วางเท้าทุกตำแหน่งว่ามีความชื้นหรือน้ำซึมหรือไม่ หากพบว่าเปียกชื้น ต้องรีบถอดซักและเป่าแห้งทันทีเพื่อป้องกันกลิ่นอับและเชื้อรา
ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมขังก่อนขับผ่าน
ยังไงก็ปลอดภัยกว่า
หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง การประเมินระดับความสูงของน้ำและขีดจำกัดของตัวรถอย่างมีสติ ย่อมคุ้มค่ากว่าการเสี่ยงให้รถยนต์ของคุณต้องประสบปัญหาน้ำเข้าเครื่องยนต์
สำหรับชาวเชียงใหม่ที่ต้องเดินทางท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนในหน้าฝน และกำลังมองหารถยนต์ที่ได้คุณภาพหรือได้รับการตรวจเช็กระบบซีลกันน้ำและระบบไฟมาแล้ว สามารถแวะเข้ามาเลือกชมและรับคำปรึกษาได้ที่ ชาลีคาร์ เต็นท์รถมือสองเชียงใหม่ที่เน้นคัดสรรรถยนต์สภาพเกรดพรีเมียม รถทุกคันผ่านการตรวจเช็กกลไกอย่างละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์พร้อมต้อนรับทั้ง 2 สาขาใกล้บ้านคุณ
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน:คลิกดูแผนที่สาขาใหญ่
สาขา 2 สันผีเสื้อ: คลิกดูแผนที่สาขา 2
