พอเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายคนคงติดใจในความเงียบ นุ่มนวล แถมยังประหยัดค่าน้ำมันไปได้เยอะ แต่พอขับไปเรื่อย ๆ ความไฮเทคของระบบซอฟต์แวร์และกลไกไฟฟ้าก็แอบทำให้เกร็งอยู่เหมือนกัน ยิ่งวันไหนรถเกิดงอแงขึ้นมากลางทางก็อาจเป็นปัญหาที่ทำเอาคนขับทำตัวไม่ถูก เพราะไม่มีเสียงเครื่องยนต์สั่นหรือควันดำขึ้นมาให้พอเดาอาการได้เหมือนรถน้ำมันยุคก่อน
แต่จริง ๆ แล้ว ปัญหาฉุกเฉินของรถ EV ส่วนใหญ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขอแค่เรารู้วิธีเช็กสาเหตุเบื้องต้นและรับมือให้ถูกจุด ก็ช่วยให้ผู้ขับขี่กลับมารับมือได้อย่างมีสติและปลอดภัยแล้ว
ตรวจสอบสาเหตุและรู้วิธีแก้เบื้องต้น
1. รถสตาร์ทไม่ติด ระบบไฟไม่ทำงาน
อาการยอดฮิตที่ทำให้คนขับรถ EV ตกใจมากที่สุด คือการกดปุ่มสตาร์ทแล้วหน้าจอทุกอย่างมืดสนิทหรือระบบไฟในรถไม่ทำงานเลย ความจริงแล้วปัญหานี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage Battery) ที่ใช้ขับเคลื่อนรถหมดแต่อย่างใด แต่เกิดจากแบตเตอรี่ลูกเล็ก 12V ที่ทำหน้าที่จ่ายไฟเลี้ยงระบบอิเล็กทรอนิกส์และกล่องควบคุมเกิดหมดหรือเสื่อมสภาพ
วิธีแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า: สามารถใช้การพ่วงแบตเตอรี่ (Jump Start) จากรถคันอื่นหรือจั๊มสตาร์ทพกพาได้เหมือนรถน้ำมันทั่วไป แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องพ่วงไฟเข้าเฉพาะจุดต่อแบตเตอรี่ 12V เท่านั้น ห้ามนำสายไปแตะกับสายไฟสีส้มซึ่งเป็นสายไฟแรงดันสูงเด็ดขาด เมื่อระบบไฟ 12V กลับมาทำงาน หน้าจอจะติด และระบบจะสามารถดึงไฟจากแบตเตอรี่หลักมาใช้งานต่อได้ตามปกติ
2. หัวชาร์จดึงไม่ออก ล็อกติดกับตัวรถ
อีกหนึ่งสถานการณ์ที่เจอบ่อยเมื่อไปใช้บริการสถานีชาร์จสาธารณะ คือเมื่อชาร์จไฟเสร็จเรียบร้อย สั่งหยุดชาร์จผ่านแอปพลิเคชันแล้ว แต่กลับไม่สามารถดึงหัวชาร์จออกจากเต้ารับของตัวรถได้ ซึ่งมักเกิดจากระบบล็อกเชิงกลของตัวรถยังไม่คลายตัว หรือสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างตู้ชาร์จกับตัวรถเกิดการค้าง
วิธีแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า: ให้ลองกดปุ่มปลดล็อกประตูที่รีโมตรถย้ำ 2 - 3 ครั้ง หรือกดปุ่มปลดล็อกหัวชาร์จภายในห้องโดยสาร (ถ้ามี) หากยังไม่หลุด ให้มองหาสลักปลดล็อกหัวชาร์จแบบมือหมุน (Manual Release) ซึ่งผู้ผลิตรถ EV แทบทุกรุ่นจะซ่อนไว้ในจุดต่าง ๆ เช่น ข้างในฝากระโปรงหน้า หรือแผงซับในหลังฝาปิดจุดชาร์จท้ายรถ เมื่อดึงสายสลักฉุกเฉินนี้ ระบบล็อกจะยอมปล่อยหัวชาร์จออกทันทีโดยไม่ต้องออกแรงดึงกระชากให้กลไกพัง
3. หน้าจอควบคุมระบบค้าง หรือระบบซอฟต์แวร์รวน
เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าควบคุมฟังก์ชันเกือบทั้งหมดผ่านซอฟต์แวร์และหน้าจอกลาง บางครั้งอาจเกิดอาการหน้าจอค้าง ระบบนำทางไม่เล่นต่อ ไม่สามารถปรับแอร์ หรือระบบช่วยเหลือการขับขี่ปฏิเสธการทำงานชั่วคราว
วิธีแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า: ลองใช้วิธี Reboot ระบบหน้าจอ คล้ายกับการรีสตาร์ทสมาร์ทโฟน รถ EV แต่ละแบรนด์จะมีปุ่มกดค้างสำหรับรีเซ็ตหน้าจอโดยเฉพาะ เช่น การกดปุ่มบนพวงมาลัยคู่กันค้างไว้ประมาณ 10 - 15 วินาที จนกว่าหน้าจอจะดับแล้วขึ้นโลโก้ใหม่ หากยังไม่หาย ให้หาที่จอดในจุดที่ปลอดภัย จอดรถ ดับระบบ ล็อกรถ แล้วเดินห่างจากตัวรถประมาณ 5 - 10 นาที เพื่อให้กล่องควบคุมเข้าสู่โหมดพัก (Sleep Mode) เต็มรูปแบบ แล้วค่อยกลับมาเปิดรถใช้งานใหม่อีกครั้ง
4. แบตเตอรี่หลักเหลือน้อยกลางทาง
หากคำนวณระยะทางผิดพลาดจนพลังงานในแบตเตอรี่แรงดันสูงลดลงเหลือต่ำกว่า 5 - 10% รถจะเข้าสู่โหมดเตือนความปลอดภัย หรือที่เรียกว่า "โหมดเต่า" (Turtle Mode) ซึ่งเป็นโหมดที่ตัวรถจะทำการจำกัดกำลังขับเคลื่อน แอร์จะเย็นน้อยลง และความเร็วสูงสุดจะถูกบีบให้ช้าลงเพื่อเซฟพลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิด
วิธีแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า: เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ ให้รีบเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว แล้วนำรถเข้าเลนซ้ายทันที ปิดระบบเครื่องปรับอากาศ ปิดหน้าจอที่ไม่จำเป็น เพื่อประหยัดไฟให้ได้มากที่สุด จากนั้นค้นหาสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุด หากประเมินแล้วว่าระยะทางที่เหลืออยู่ไม่น่าจะถึงสถานีชาร์จ ไม่แนะนำให้พยายามขับฝืนต่อจนไฟหมดดับกลางถนน เพราะการที่รถ EV ไฟหมดจะทำให้ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์และระบบเบรกทำงานหนักขึ้น ให้ทำการจอดในจุดที่ปลอดภัยแล้วโทรเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อยกไปสถานีชาร์จทันที
5. รถเสียกลางทาง ย้ายรถอย่างไรไม่ให้ระบบขับเคลื่อนพัง
ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือระบบขับเคลื่อนขัดข้องจนรถไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้รถยนต์ EV คือ ห้ามใช้ลวดหรือสายลากจูงรถให้หมุนล้อไปกับพื้นเด็ดขาด
ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องย้ายรถ: เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าของรถ EV เชื่อมต่ออยู่กับชุดเกียร์และล้อขับเคลื่อน การลากรถโดยให้ล้อหมุนไปกับพื้นถนนจะทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าหมุน และสร้างกระแสไฟความร้อนสูงย้อนกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งอาจทำให้มอเตอร์และกล่องอินเวอร์เตอร์ไหม้เสียหายหนักกว่าเดิม วิธีการย้ายรถ EV ที่ถูกต้องและ safe ที่สุดคือการใช้รถสไลด์ (Slide Car / Flatbed Tow Truck) เพื่ออุ้มยกตัวรถขึ้นไปทั้งคัน
การรู้วิธีจัดการอย่างเหตุฉุกเฉินอย่างมีสติ
คือสิ่งที่ช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยขึ้น
การขับรถยนต์ไฟฟ้าให้สบายใจ ไม่ใช่การหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาเลย แต่คือการรู้วิธีจัดการอย่างมีสติเมื่อปัญหาเกิดขึ้น การศึกษาคู่มือประจำรถในส่วนของสลักฉุกเฉินและจุดเชื่อมต่อแบตเตอรี่ไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ทุกการเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยเสมอ
สำหรับชาวเชียงใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์สภาพดีไว้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์พรีเมียมคัดสภาพเกรด A ที่ผ่านการตรวจเช็กระบบไฟฟ้า กลไกเครื่องยนต์ และซอฟต์แวร์มาอย่างละเอียดโดยทีมช่างมืออาชีพ สามารถแวะเข้ามาเลือกชมและทดลองขับได้ที่ ชาลีคาร์ เต็นท์รถมือสองเชียงใหม่ที่พร้อมมอบบริการที่ได้มาตรฐาน โดยสามารถเข้าชมรถจริงได้ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้านคุณ
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน: คลิกดูแผนที่สาขาใหญ่
สาขา 2 สันผีเสื้อ: คลิกดูแผนที่สาขา 2
อุ่นใจในทุกเส้นทาง คัดสรรรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตคุณ เลือกชมรถที่ชาลีคาร์
