หลายคนอาจจะเคยคิดว่า การจอดรถทิ้งไว้เฉย ๆ เป็นการช่วย "พักรถ" ไม่ให้สึกหรอจากการใช้งาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องจักรทุกชนิดถูกออกแบบมาเพื่อให้มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ รถยนต์ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการจอดทิ้งไว้เพราะทำงานที่บ้าน เดินทางไปต่างจังหวัดนาน ๆ หรือมีรถหลายคันจนสลับมาขับไม่ทัน การปล่อยให้รถจอดนิ่งอยู่กับที่นานเกินไป กลับกลายเป็นตัวการที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในรถเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาที่ตามมาจากการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ มักจะไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็นทันที แต่พอถึงจังหวะที่เราจำเป็นต้องกลับมาสตาร์ทรถเพื่อใช้งานจริง ๆ ขึ้นมา กลับพบว่ารถมีอาการแปลก ๆ หรือสตาร์ทไม่ติดเอาดื้อ ๆ จนต้องเสียเงินเสียเวลาเรียกช่างมาซ่อมกันยกใหญ่ แถมบางอาการอาจจะลามไปถึงจุดสำคัญที่ทำให้เราต้องจ่ายค่าซ่อมแพงกว่าปกติหลายเท่า
ในบทความนี้จะมาเจาะลึกถึง 6 ปัญหาหลักที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราปล่อยให้รถจอดแช่อยู่กับที่นานเกินไป เพื่อให้คนรักรถทุกคนได้เตรียมตัวรับมือและรู้วิธีดูแลรักษาเบื้องต้น ไม่ให้รถคันโปรดต้องพังไปต่อหน้าต่อตา จะมีเรื่องอะไรที่ต้องระวังบ้าง มาเช็กไปพร้อม ๆ กันเลย
ปัญหาหลักที่มักจะตามมาเมื่อปล่อยรถทิ้งไว้นานเกินไป
1. แบตเตอรี่เสื่อมสภาพและไฟหมดหม้อ
ปัญหาอันดับหนึ่งที่เจอแน่ ๆ คือเรื่องแบตเตอรี่ เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้สตาร์ทรถ แต่ระบบอิเล็กทรอนิกส์บางอย่างในรถ เช่น ระบบกันขโมย หรือกล่องควบคุมต่าง ๆ ยังคงดึงไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้ทีละนิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อจอดทิ้งไว้นานเกินไปโดยไม่มีการประจุไฟกลับเข้าไป แบตเตอรี่จะเริ่มอ่อนแรงจนสตาร์ทไม่ติด และถ้าปล่อยให้ไฟเกลี้ยงหม้อบ่อย ๆ แบตเตอรี่ลูกนั้นก็จะเสื่อมสภาพเร็วและต้องเปลี่ยนใหม่ในที่สุด
2. ยางเสียรูปทรงหรือ "ยางแบนถาวร"
น้ำหนักรถหลายตันที่กดทับลงบนยางจุดเดิมซ้ำ ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง จะทำให้โครงสร้างของยางบริเวณที่สัมผัสพื้นเกิดอาการเสียรูป หรือที่เรียกกันว่า "Flat Spot" ผลที่ตามมาคือเวลาเรากลับมาขับรถอีกครั้งจะรู้สึกได้เลยว่ารถสั่นสะเทือนผิดปกติ หรือมีเสียงดังมาจากยาง ซึ่งบางครั้งอาการนี้อาจจะไม่หายไปแม้จะเติมลมยางเพิ่มแล้วก็ตาม ทำให้เราต้องเสียเงินเปลี่ยนยางยกชุดทั้งที่ดอกยางยังเหลือเต็ม ๆ
3. ของเหลวในระบบเริ่มเสื่อมสภาพและตกตะกอน
น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันเบรก มีหน้าที่ช่วยหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนภายใน แต่เมื่อไม่ได้มีการหมุนเวียน ของเหลวเหล่านี้อาจจะเริ่มตกตะกอนหรือทำปฏิกิริยากับอากาศจนเกิดความชื้นสะสม โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องที่อาจจะไหลลงไปกองที่อ่างน้ำมันจนหมด ทำให้ชิ้นส่วนด้านบนของเครื่องยนต์แห้งสนิท เมื่อเรากลับมาสตาร์ทรถครั้งแรก ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะเกิดการเสียดสีอย่างรุนแรงจนเครื่องยนต์เสียหายได้
4. ระบบเบรกติดขัดและสนิมที่จานเบรก
ความชื้นในอากาศเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสนิมที่จานเบรก โดยเฉพาะถ้าจอดรถไว้ในที่ชื้นหรือหลังจากล้างรถเสร็จแล้วจอดทิ้งไว้เลย สนิมจะเริ่มเกาะกินผิวจานเบรกและอาจลามไปถึงลูกสูบเบรก ทำให้เกิดอาการเบรกติด หรือเบรกมีเสียงดังเวลาใช้งานครั้งแรก นอกจากนี้ถ้าน้ำมันเบรกสะสมความชื้นไว้มากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการหยุดรถได้ด้วย
5. แขกไม่ได้รับเชิญอย่าง "หนูและแมลง"
ห้องเครื่องรถยนต์ที่จอดนิ่ง ๆ นาน ๆ คือสวรรค์ของพวกหนูและแมลงที่จะเข้าไปทำรัง ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพวกหนูที่ชอบเข้าไปกัดสายไฟจนขาดกระจุย ทำให้ระบบไฟฟ้าในรถรวนหรือทำงานไม่ได้เลย หรือบางทีอาจจะเข้าไปทำรังในตู้แอร์จนส่งผลให้มีกลิ่นเหม็นอับและเชื้อรากระจายไปทั่วห้องโดยสารเวลาเราเปิดแอร์
6. น้ำมันเชื้อเพลิงเริ่ม "บูด" หรือเสื่อมสภาพ
น้ำมันเชื้อเพลิงที่ค้างอยู่ในถังนาน ๆ โดยเฉพาะน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล (เช่น แก๊สโซฮอล์ต่าง ๆ ) จะเริ่มทำปฏิกิริยากับความชื้นและอากาศจนคุณภาพลดลง เกิดการแยกตัวเป็นชั้น หรือกลายเป็นยางเหนียว ๆ ไปอุดตันที่หัวฉีดและปั๊มติ๊ก ซึ่งจะส่งผลให้รถสตาร์ทติดยาก เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ หรือเร่งไม่ขึ้นเท่าที่ควร
วิธีดูแลรถหากจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ
ถ้าจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน การเตรียมตัวให้ดีจะช่วยลดภาระค่าซ่อมที่จะตามมาได้มหาศาล มาดูวิธีเตรียมรถฉบับทำเองได้ง่าย ๆ เพื่อให้รถยังคงสภาพดีพร้อมใช้งานเสมอกันเลย
1. ล้างรถให้สะอาดและเคลือบเงาไว้ก่อน
การล้างให้สะอาดและลงแว็กซ์เคลือบเงาไว้สักชั้น จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเหล่านี้ทำลายสีรถ และช่วยให้ฝุ่นไม่เกาะฝังแน่นเวลาเราไม่อยู่
2. เติมลมยางให้มากกว่าปกติ
อย่างที่รู้กันว่าน้ำหนักรถจะกดลงที่ยางจุดเดียวตลอดเวลา การเติมลมยางให้แข็งกว่าเดิมประมาณ 5-10 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) จะช่วยรักษารูปทรงของยางไม่ให้เกิดอาการยางแบนถาวร หรือ Flat Spot ได้ดีขึ้น
3. จัดการเรื่องแบตเตอรี่ให้ถูกวิธี
ถ้าต้องจอดนานเกิน 2 สัปดาห์ แบตเตอรี่จะเริ่มอ่อนแรง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการใช้ "เครื่องชาร์จแบตเตอรี่อัตโนมัติ" ที่ช่วยรักษาระดับไฟให้เต็มอยู่เสมอ แต่ถ้าไม่มีเครื่องชาร์จ การถอดขั้วลบออกก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้ไฟรั่วไหลออกไปจนเกลี้ยงหม้อ เพียงแต่ต้องระวังเรื่องระบบไฟฟ้าบางอย่างที่อาจจะต้องรีเซ็ตใหม่ตอนกลับมาใส่ขั้วแบตเตอรี่อีกครั้ง
4. เติมน้ำมันให้เต็มถัง
การปล่อยให้ถังน้ำมันว่างจะมีพื้นที่ว่างให้อากาศเข้าไปสะสมความชื้น และกลายเป็นหยดน้ำเกาะอยู่ตามผนังถัง ซึ่งอาจทำให้ถังน้ำมันเป็นสนิมและส่งผลเสียต่อระบบจ่ายน้ำมันได้ การเติมน้ำมันให้เต็มถังจะช่วยไล่อากาศออกไป ลดโอกาสการเกิดสนิมและการเสื่อมสภาพของน้ำมันได้ดีกว่าการปล่อยให้มีน้ำมันน้อย ๆ
5. อย่าดึงเบรกมือค้างไว้
การดึงเบรกมือทิ้งไว้นาน ๆ ในสภาพอากาศที่ชื้นอาจทำให้ผ้าเบรก "ติด" กับจานเบรกจนดึงไม่ออกเวลาจะกลับมาใช้งาน แนะนำให้จอดในพื้นราบแล้วใช้ไม้หนุนล้อ หรือใช้ก้อนอิฐวางขนาบยางไว้แทนการดึงเบรกมือ เพื่อป้องกันรถไหลและถนอมระบบเบรกไปในตัว
6. หาที่จอดที่เหมาะสม
ที่จอดรถที่ดีที่สุดคือในร่มที่มีอากาศถ่ายเท ถ้าจำเป็นต้องจอดกลางแจ้งจริง ๆ การใช้ผ้าคลุมรถคุณภาพดีที่ระบายความร้อนได้จะช่วยได้มาก แต่อย่าใช้ผ้าพลาสติกราคาถูกที่อมความชื้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้สีรถพองและเกิดสนิมได้ง่ายกว่าเดิม
7. หมั่นมาสตาร์ทรถและขยับรถบ้างอย่างสม่ำเสมอ
เทคนิคที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคืออย่าปล่อยให้รถจอดนิ่ง ๆ นานเกินไป ควรหาเวลามาสตาร์ทรถทิ้งไว้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง หรืออย่างน้อยทุก ๆ 10 วัน โดยมีข้อแนะนำดังนี้:
ควรติดเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้ไดชาร์จมีเวลาเพียงพอในการประจุไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ และให้เครื่องยนต์ได้ทำงานจนถึงอุณหภูมิปกติ ซึ่งจะช่วยให้น้ำมันเครื่องไหลไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในได้อย่างทั่วถึง
ในระหว่างที่สตาร์ทรถ ให้เปิดแอร์ทิ้งไว้สักพักเพื่อให้คอมเพรสเซอร์แอร์ได้ทำงาน และช่วยให้น้ำมันคอมเพรสเซอร์หมุนเวียนไปหล่อลื่นตามซีลยางต่าง ๆ ในระบบแอร์ ป้องกันไม่ให้ซีลแห้งกรอบจนน้ำยาแอร์รั่วซึมในอนาคต
ถ้ามีพื้นที่พอ ให้ลองขยับรถไปข้างหน้าหรือถอยหลังสักเล็กน้อย เพื่อให้ยางได้เปลี่ยนจุดรับน้ำหนัก และให้ชิ้นส่วนช่วงล่างรวมถึงระบบส่งกำลังได้เคลื่อนไหวบ้าง การทำแบบนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้ดีกว่าการจอดทิ้งไว้เฉย ๆ เป็นไหน ๆ
แม้จะไม่ได้ใช้รถ การหมั่นมาเช็กรถประจำก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
เพราะการจอดรถทิ้งไว้นานไม่ใช่เรื่องดี ทางที่ดีที่สุดคือควรหาเวลามาสตาร์ทรถทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที หรือนำรถออกไปขับวนรอบ ๆ หมู่บ้านสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ได้เคลื่อนไหว แบตเตอรี่ได้ชาร์จไฟ และยางได้เปลี่ยนจุดรับน้ำหนักบ้าง
ถ้าคุณกำลังมองหารถมือสองสภาพดีที่ทางเราดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีการจอดแช่ทิ้งไว้จนโทรม แวะเข้ามาดูรถจริงและลองขับได้ที่ ชาลีคาร์ (Shaleecar) ทั้ง 2 สาขา:
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน : https://maps.app.goo.gl/a2s1DA8sZ5cGtAWF8
สาขา 2 สันผีเสื้อ : https://maps.app.goo.gl/f4s4THksX15Ts2GB7
อยากได้รถพร้อมใช้ สภาพกริบเหมือนใหม่ ต้องที่ชาลีคาร์เท่านั้น!
