ในปัจจุบันกระแสของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้มีค่ายรถยนต์ส่งรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กไปจนถึงรถเอสยูวีสำหรับกลุ่มครอบครัว และท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายนี้ การรู้วิธีเลือกซื้อรถไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองและสอดคล้องกับงบประมาณที่มี จะช่วยให้คุณได้เป็นเจ้าของรถที่คุ้มค่าและใช้งานได้อย่างมีความสุขในระยะยาว
How To เลือกรถยนต์ไฟฟ้า
1. สำรวจพฤติกรรมการใช้งานจริง (Lifestyle Matching)
ก่อนจะไปดูรถจริงที่โชว์รูม สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตอบคำถามตัวเองให้ชัดเจนว่า รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันและการขับขี่ของเราเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถเลือกตัวเลือกที่เหมาะกับตัวเองได้ตรงใจมากขึ้น
ขับขี่ในเมืองเป็นหลัก ระยะทางการขับขี่ต่อวันไม่มาก: หากต้องการใช้งานรถเพื่อขับไปทำงาน จ่ายตลาด หรือรับ-ส่งลูกในเมืองที่มีการจราจรติดขัด ระยะทางวิ่งต่อวันเฉลี่ยไม่เกิน 50-80 กิโลเมตร รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (City EV) ที่มีความคล่องตัวสูง หาที่จอดง่าย และมีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งประมาณ 300-400 กิโลเมตร เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างเหมาะสม
ต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัด หรือไปท่องเที่ยวบ่อย: สำหรับสายลุยหรือผู้ที่ต้องขับรถออกต่างจังหวัดเป็นประจำ ควรเลือกรถไฟฟ้าที่มีขนาดแบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น สามารถวิ่งได้ระยะทาง 500 กิโลเมตรขึ้นไป (ตามมาตรฐานการวัด WLTP หรือ NEDC) เพื่อลดความกังวลเรื่องการหาบริการ
สถานีชาร์จไฟฟ้าระหว่างทาง และยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางได้สมาชิกในครอบครัวและสัมภาระ: หากเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิก 4-5 คน หรือต้องขนของจำนวนมาก ควรขยับไปดูรถไฟฟ้ากลุ่ม SUV หรือ Crossover เพื่อให้พื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายกว้างขวาง นั่งสบาย ไม่รู้สึกอึดอัดก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
2. เช็กความพร้อมเรื่องการชาร์จไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของการใช้รถไฟฟ้าคือความสะดวกในการเติมพลังงานหรือชาร์จแบตเตอรี่ ดังนั้นจึงต้องประเมินทำเลที่อยู่อาศัยและการติดตั้งตู้ชาร์จล่วงหน้า
อาศัยอยู่บ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม: บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมถือเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้รถไฟฟ้า เพราะสามารถขอขยายมิเตอร์ไฟ เพื่อติดตั้งตู้อัดประจุไฟฟ้าที่บ้าน หรือ Wall Box สำหรับชาร์จรถทิ้งไว้ข้ามคืนได้อย่างสบายใจและประหยัดค่าไฟที่สุด
อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมหรือหอพัก: ควรตรวจสอบกับนิติบุคคลของโครงการก่อนว่า มีตู้ชาร์จส่วนกลางให้บริการเพียงพอหรือไม่ หรือมีนโยบายอนุญาตให้ติดตั้งที่ชาร์จส่วนตัวในที่จอดรถประจำไหม หากไม่มี ความพร้อมจะลดลงทันทีเพราะต้องพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะภายนอกเป็นหลัก
3. วางงบประมาณให้ครอบคลุมตามกลุ่มรถยนต์
การวางงบประมาณซื้อรถไฟฟ้า ไม่ควรคิดถึงแค่ราคาตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวางแผนให้สอดคล้องกับกลุ่มประเภทรถที่ตอบโจทย์และงบประมาณที่คุณตั้งไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับงบประมาณหลัก ๆ ดังนี้
กลุ่มงบประมาณประหยัด (ต่ำกว่า 600,000 บาท) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง City EV หรือ Mini EV เน้นการใช้งานคล่องตัวในเมืองเป็นหลัก มีระยะทางวิ่งที่พอดี ๆ และฟังก์ชันพื้นฐานครบครัน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับผู้ที่อยากได้รถคันที่สองของบ้านเพื่อใช้ขับขี่ระยะสั้นในชีวิตประจำวัน
กลุ่มงบประมาณระดับปานกลาง (600,000 - 1,200,000 บาท) ซึ่งเป็นกลุ่มยอดนิยมของตลาด รถยนต์ในเซกเมนต์นี้มักจะเป็น Compact Sedan หรือ Compact SUV ที่มีขนาดตัวรถกว้างขวางขึ้น นั่งสบายทั้งครอบครัว และมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นจนสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 400-500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ นอกจากนี้ เทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบขับขี่อัจฉริยะต่าง ๆ ก็เริ่มถูกจัดเต็มมาให้ในกลุ่มราคานี้แล้ว
กลุ่มงบประมาณพรีเมียม (1,200,000 บาทขึ้นไป) จะเป็นกลุ่มรถไฟฟ้า Luxury EV หรือ Performance SUV สมรรถนะสูง โดดเด่นด้วยอัตราเร่งที่ปรู๊ดปร๊าดทันใจ การดีไซน์และวัสดุภายในมีความหรูหราเหนือระดับ และมักจะเป็นแบรนด์ยุโรปชั้นนำที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรของระบบและมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด
ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มงบประมาณไหน สิ่งสำคัญคืออย่าลืมบวกค่าใช้จ่ายเริ่มต้น อื่น ๆ เข้าไปด้วย เช่น ค่าปรับปรุงระบบไฟในบ้านและการติดตั้ง Wall Box ซึ่งควรสำรองเงินไว้ประมาณ 15,000 - 30,000 บาท (ขึ้นอยู่กับหน้างานและโปรโมชันของแถมจากค่ายรถ) รวมถึงค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ของรถไฟฟ้า ซึ่งโดยทั่วไปจะมีราคาสูงกว่ารถยนต์สันดาปในระดับราคาเดียวกันเล็กน้อยเนื่องจากมูลค่าของตัวแบตเตอรี่ เพื่อเตรียมงบให้พร้อมและครอบคลุม
รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีคือคันที่สามารถตอบโจทย์คุณได้
การเลือกรถไฟฟ้าที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลือกคันที่แพงที่สุดหรือวิ่งได้ไกลที่สุด แต่คือการเลือกคันที่ลงตัวกับงบประมาณและพฤติกรรมการขับขี่จริงของตนเองมากที่สุด เพื่อให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานจริง
สำหรับชาวเชียงใหม่ที่ชื่นชอบรถยนต์ที่มีทั้งระบบความปลอดภัยที่มั่นใจได้และมีคุณภาพได้มาตรฐาน แต่อาจจะยังมีงบประมาณจำกัดสำหรับการซื้อรถใหม่ป้ายแดง การหันมาเลือกรถยนต์ยุโรปมือสองสมรรถนะสูง หรือรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าเช่นกัน
ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของรถยนต์พรีเมียมสามารถแวะเข้ามาปรึกษาและทดลองขับรถที่ผ่านการตรวจเช็กทุกระบบอย่างละเอียดได้เลยที่ ชาลีคาร์ เต็นท์รถมือสองเชียงใหม่ เราพร้อมมอบบริการที่ได้มาตรฐาน และให้คำแนะนำแก่คุณ ชมรถได้แล้ววันนี้ที่ชาลีคาร์ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้านคุณ
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน: คลิกดูแผนที่สาขาใหญ่
สาขา 2 สันผีเสื้อ: คลิกดูแผนที่สาขา 2
ให้ทุกงบประมาณของคุณกลายเป็นความคุ้มค่าที่สุด เลือกชมรถที่ชาลีคาร์
