ถ้าพูดถึงระบบความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในรถยนต์ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้น "ระบบเบรก" เพราะไม่ว่าเครื่องยนต์จะแรงแค่ไหน หรือรถจะดีไซน์สวยเพียงใด แต่ถ้าถึงจังหวะที่ต้องหยุดแล้วหยุดไม่ได้ขึ้นมา ความเสียหายที่ตามมาอาจจะประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว หลายคนมักจะมองข้ามการดูแลรักษาเบรกไป เพราะเห็นว่ารถยังเบรกอยู่ หรือไม่มีไฟเตือนอะไรโชว์บนหน้าปัด แต่ความจริงแล้วระบบเบรกเป็นส่วนที่เกิดการสึกหรออยู่ตลอดเวลาจากการเสียดสีและความร้อนสะสม
ปัญหาเรื่องเบรกมักจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับ แต่มันจะค่อย ๆ ส่งสัญญาณเตือนออกมาทีละนิด ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังแปลก ๆ เวลาเหยียบเบรก อาการพวงมาลัยสั่น หรือแม้แต่ความรู้สึกว่าต้องออกแรงเหยียบเบรกลึกกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าระบบเบรกของคุณเริ่มจะไม่ไหวแล้ว การปล่อยปละละเลยนอกจากจะทำให้เราเสี่ยงต่ออุบัติเหตุแล้ว ยังอาจลามไปทำความเสียหายให้กับชิ้นส่วนอื่น ๆ จนทำให้ค่าซ่อมบานปลายเข้าไปอีก
ในบทความนี้จะมารวบรวมวิธีดูแลรักษาระบบเบรกแบบง่าย ๆ ที่เจ้าของรถทุกคนสามารถทำได้เองและควรหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกการเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความมั่นใจและปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีจุดไหนบ้างที่ต้องคอยสังเกตและดูแลเป็นพิเศษ มาดูไปพร้อม ๆ กันเลย
ความแตกต่างระหว่างเบรก ABS กับระบบทั่วไป
ระบบเบรกแบบทั่วไป (Standard Braking System)
ระบบเบรกแบบดั้งเดิมทำงานด้วยหลักการง่าย ๆ คือเมื่อเราเหยียบแป้นเบรก แรงดันน้ำมันจะไปดันลูกสูบเบรกเพื่อให้ผ้าเบรกไปจับกับจานเบรกเพื่อชะลอความเร็ว แต่ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเรา "เบรกกะทันหัน" หรือเหยียบเบรกจนมิดด้วยความตกใจ
อาการล้อล็อก: แรงจับที่มากเกินไปจะทำให้ล้อหยุดหมุนทันทีทั้งที่รถยังมีความเร็วอยู่ ผลที่ตามมาคือรถจะไถลไปตามแรงเหวี่ยงเหมือนสไลเดอร์
ควบคุมทิศทางไม่ได้: เมื่อล้อล็อกจนไม่หมุนแล้ว ต่อให้เราพยายามหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางแค่ไหน รถก็จะยังพุ่งตรงไปข้างหน้าในทิศทางเดิมเสมอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุรุนแรง
ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System)
ABS หรือระบบป้องกันล้อล็อกถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น โดยจะมีเซนเซอร์คอยตรวจจับความเร็วของล้อแต่ละข้างอยู่ตลอดเวลา
การทำงานแบบ "จับ-ปล่อย": เมื่อระบบตรวจพบว่าล้อกำลังจะหยุดหมุน (ล้อล็อก) ทั้งที่รถยังวิ่งอยู่ คอมพิวเตอร์จะสั่งการให้ระบบเบรกทำการ "จับและปล่อย" ผ้าเบรกถี่ ๆ หลายสิบครั้งต่อวินาที คล้ายกับการที่เราย้ำเบรกด้วยตัวเองแต่ทำได้รวดเร็วกว่ามาก
รักษาการควบคุม: หัวใจสำคัญของ ABS ไม่ใช่การทำให้รถหยุดนิ่งได้ในระยะทางที่สั้นที่สุดเสมอไป (บางสถานการณ์อาจยาวกว่าเบรกปกติเล็กน้อย) แต่คือการ "ทำให้ล้อยังหมุนอยู่ได้" เพื่อให้ผู้ขับขี่ยังสามารถหักพวงมาลัยบังคับทิศทางเพื่อหลบสิ่งกีดขวางได้ในขณะที่ยังเหยียบเบรกมิดนั่นเอง
การดูแลระบบเบรกไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
1. หมั่นเช็กความหนาของผ้าเบรก
ผ้าเบรกคือส่วนที่สึกหรอมากที่สุดในระบบเบรก เพราะต้องเสียดสีกับจานเบรกอยู่ตลอดเวลา วิธีเช็กง่าย ๆ คือการสังเกตด้วยตาเปล่าผ่านช่องของล้อแม็ก หากเห็นว่าเนื้อผ้าเบรกเหลือไม่ถึง 4-5 มิลลิเมตร ก็ควรเตรียมตัวเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว หรือถ้าขับรถอยู่แล้วได้ยินเสียงดังจี๊ด ๆ เหมือนโลหะเสียดสีกันเวลาเหยียบเบรก นั่นคือสัญญาณเตือนจาก "เซนเซอร์ผ้าเบรก" ที่บอกว่าผ้าเบรกของคุณหมดเกลี้ยงแล้ว
2. อย่าละเลยเรื่องน้ำมันเบรก
น้ำมันเบรกทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งแรงดันจากแป้นเบรกไปยังลูกสูบเบรก สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ "ความชื้น" เพราะน้ำมันเบรกมีคุณสมบัติชอบดูดความชื้นจากอากาศ ซึ่งจะทำให้น้ำมันเบรกเสื่อมสภาพและเกิดฟองอากาศในระบบ จนเกิดอาการ "เบรกตื้อ" หรือเบรกไม่อยู่ในที่สุด
ระดับน้ำมันเบรก: ควรอยู่ในระดับระหว่าง Max และ Min เสมอ
สีของน้ำมันเบรก: น้ำมันเบรกที่ดีควรมีสีเหลืองใส ถ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือน้ำตาลเข้ม แสดงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนถ่ายแล้ว
ระยะเวลา: แนะนำให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทุก ๆ 1-2 ปี หรือประมาณ 40,000 กิโลเมตร
3. สังเกตอาการสั่นสะเทือนเวลาเบรก
หากคุณเหยียบเบรกที่ความเร็วสูงแล้วรู้สึกว่าพวงมาลัยสั่น หรือแป้นเบรกสั่นสู้เท้า นั่นเป็นสัญญาณว่า "จานเบรก" อาจจะเริ่มคดหรือบิดเบี้ยว ซึ่งเกิดจากการสะสมความร้อนที่สูงเกินไป หรือการเอาน้ำไปฉีดล้อตอนที่จานเบรกยังร้อนจัด ๆ หากเจออาการนี้ควรรีบนำรถไปให้ช่างตรวจเช็กว่ายังสามารถ "เจียรจาน" ให้กลับมาเรียบเหมือนเดิมได้ไหม หรือต้องเปลี่ยนจานใหม่เพื่อความปลอดภัย
4. อาการเบรกจม หรือเบรกหยุ่นผิดปกติ
ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกว่าต้องออกแรงเหยียบเบรกลึกกว่าปกติ หรือเหยียบแล้วรู้สึกหยุ่น ๆ เหมือนเหยียบฟองน้ำ (Spongy Pedal) อาการนี้มักเกิดจากมีอากาศเข้าไปปนอยู่ในระบบน้ำมันเบรก หรืออาจมีจุดที่น้ำมันเบรกรั่วซึมตามท่อทางต่าง ๆ ซึ่งอันตรายมากเพราะอาจนำไปสู่เหตุการณ์เบรกแตกได้ ต้องรีบให้ช่างไล่ลมเบรกและเช็กหาจุดรั่วทันที
5. ทำความสะอาดคราบฝุ่นผงเบรก
เวลาใช้งานไปนาน ๆ จะมีเศษฝุ่นผงที่เกิดจากการเสียดสีของผ้าเบรกสะสมอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ ซึ่งถ้าสะสมมาก ๆ อาจจะไปรบกวนการทำงานของลูกสูบเบรกหรือทำให้เกิดเสียงดังน่ารำคาญ ทุกครั้งที่ล้างรถ ควรใช้ฉีดน้ำล้างบริเวณคาลิปเปอร์และจานเบรกเพื่อไล่ฝุ่นเหล่านี้ออกไปบ้าง จะช่วยให้ระบบทำงานได้ลื่นไหลขึ้น
ระบบเบรกคือหัวใจของความปลอดภัย
ไม่ว่ารถของคุณจะเป็นระบบเบรกแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการขับขี่ด้วยความไม่ประมาทและการหมั่นตรวจสอบสภาพระบบเบรกให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพราะการหมั่นสังเกตความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและเซฟค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมใหญ่ได้มหาศาล จำไว้ว่าเรื่องเบรก "กันไว้ดีกว่าแก้"
และสำหรับใครที่กำลังมองหารถมือสองสภาพสวยที่ผ่านการตรวจสอบระบบความปลอดภัยมาแบบครบวงจร โดยเฉพาะระบบเบรกและช่วงล่างที่ต้องเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แวะมาเลือกชมและลองขับรถคุณภาพพรีเมียมได้ที่ ชาลีคาร์ (Shaleecar) ทั้ง 2 สาขา เราคัดรถเกรด A ที่พร้อมให้คุณขับออกไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน : https://maps.app.goo.gl/a2s1DA8sZ5cGtAWF8
สาขา 2 สันผีเสื้อ : https://maps.app.goo.gl/f4s4THksX15Ts2GB7
อยากได้รถดี สภาพปลอดภัย พร้อมบริการที่จริงใจ ต้องที่ชาลีคาร์เท่านั้น
