คำถามยอดฮิตที่หลายคนยังคงลังเลก่อนตัดสินใจเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คงหนีไม่พ้นเรื่องความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะแม้ราคาตัวรถ EV ในปัจจุบันจะเริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่การลงทุนซื้อรถสักคันก็ยังคงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ ในบทความนี้เราจึงจะพามาเจาะลึกกันว่าการเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะคุ้มค่าจริงอย่างที่คิดไว้หรือไม่?
เทียบจุดที่คุ้มทุน: ค่าน้ำมัน vs ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษา
ประเด็นที่เห็นความแตกต่างของเรื่องความคุ้มค่าระยะยาวได้ชัดเจนที่สุด ในการเปลี่ยนมาใช้งานรถยนต์ EV คือค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าบำรุงรักษารถยนต์ระหว่างใช้งาน
ค่าพลังงานต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
หากเปรียบเทียบการขับขี่ในระยะทางเฉลี่ย 2,000 กิโลเมตรต่อเดือน รถยนต์น้ำมันทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 6,000 - 8,000 บาท (คิดที่อัตราสิ้นเปลือง 12 - 15 กม./ลิตร) ในขณะที่รถ EV หากชาร์จไฟบ้านเป็นหลักด้วยมิเตอร์ TOU (Time of Use) ในช่วง Off-Peak ค่าไฟจะตกอยู่เพียงประมาณ 1,200 - 1,800 บาทต่อเดือนเท่านั้น เท่ากับว่าส่วนต่างค่าพลังงานอย่างเดียวสามารถประหยัดเงินในกระเป๋าได้ถึง 50,000 - 70,000 บาทต่อปี
ค่าเช็กระยะและบำรุงรักษาต่ำกว่ามาก
รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์สันดาป จึงไม่มีน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หัวเทียน สายพาน หรือกรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเปลี่ยนตามระยะ อะไหล่ชิ้นส่วนเคลื่อนที่ (Moving Parts) น้อยลงกว่า 80% ค่าเข้าศูนย์บริการเช็กระยะของรถ EV ในระยะ 100,000 กิโลเมตรแรกจึงประหยัดกว่ารถน้ำมันเกินครึ่งหนึ่ง โดยมีเพียงการดูแลระบบแอร์ ไส้กรอง จานเบรก ยางรถยนต์ และน้ำยาคูลแลนท์ระบบระบายความร้อนเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายระยะยาวรถ EV ที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
นอกจากค่าไฟและค่าเช็กระยะตามรอบแล้ว การประเมินความคุ้มค่าในระยะยาวตลอดอายุการใช้งาน 5 - 10 ปี ยังมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องคำนวณเผื่อไว้ด้วย
ค่าติดตั้ง Wallbox ชาร์จไฟบ้าน: ค่าตู้ชาร์จและการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในบ้าน (เช่น การเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าและการเดินสายเมนใหม่) มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นประมาณ 15,000 - 35,000 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่จ่ายครั้งแรก
ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์: รถ EV มีน้ำหนักตัวรถมากกว่ารถน้ำมันทั่วไปจากน้ำหนักของแบตเตอรี่ และมีแรงบิดที่มาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยางรถยนต์สึกหรอไวขึ้น และจำเป็นต้องใช้ยางเกรดเฉพาะสำหรับรถ EV ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่ายางทั่วไปประมาณ 10 - 20%
ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่แรงดันสูง (หลังหมดประกัน): แม้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แต่หากตั้งใจใช้งานยาวนานเกินระยะรับประกัน การเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งลูกหรือการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพก็เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ต้องคำนวณไว้ล่วงหน้า
จุดที่ต้องนำมาคำนวณเพิ่ม: ค่าเบี้ยประกันและค่าเสื่อมราคา
แม้การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ EV จะประหยัดค่าไฟและค่าเช็กระยะไปได้เยอะ แต่การคิดความคุ้มค่าในระยะยาวจำเป็นต้องนำตัวเลขฝั่งค่าใช้จ่ายแอบแฝงมาหารเฉลี่ยด้วยเช่นกัน
ค่าเบี้ยประกันภัยปีต่ออายุ
เบี้ยประกันภัยชั้น 1 สำหรับรถ EV ในปัจจุบันยังคงมีราคาสูงกว่ารถยนต์น้ำมันในพิกัดเดียวกันประมาณ 20 - 30% เนื่องจากทุนประกันครอบคลุมชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูง รวมถึงค่าแรงและค่าอะไหล่ในศูนย์บริการที่ยังมีตัวเลือกน้อย
ราคาขายต่อ (Resale Value) และการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่
เทคโนโลยีรถ EV พัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคารถใหม่ปรับตัวลง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายต่อในตลาดมือสอง รถ EV อาจมีอัตราค่าเสื่อมราคาใน 3 - 5 ปีแรกที่สูงกว่ารถน้ำมันแบรนด์ติดตลาด แต่หากมองในมุมของผู้ที่ตั้งใจซื้อมาใช้งานยาว ๆ เกิน 5 - 8 ปีขึ้นไป อัตราการประหยัดค่าน้ำมันสะสมจะเข้ามาช่วยชดเชยค่าเสื่อมราคาตรงนี้ได้จนคุ้มทุน
ใครขับ EV แล้วคุ้มที่สุด?
คำตอบของความคุ้มค่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของคนขับเป็นหลัก
กลุ่มที่ใช้รถยนต์ EV แล้วได้ความคุ้มค่า: คนที่ใช้รถระยะทางต่อวันเยอะ (มากกว่า 50 - 100 กิโลเมตรขึ้นไป) มีที่จอดรถส่วนตัวที่บ้านเพื่อติดตั้ง Wallbox ชาร์จไฟตอนกลางคืนได้ และวางแผนใช้งานรถยาวนานกว่า 5 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้ส่วนต่างค่าน้ำมันจะคืนทุนค่าตัวรถและค่าติดตั้งตู้ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว
กลุ่มที่ใช้รถยนต์ EV แล้วอาจยังไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร: คนที่ใช้รถน้อยมาก (ขับสัปดาห์ละไม่กี่กิโลเมตร) อาศัยอยู่คอนโดหรือหอพักที่ไม่สะดวกติดตั้งที่ชาร์จส่วนตัว ต้องพึ่งพาการชาร์จตามสถานีสาธารณะอัตราค่าบริการ Peak Hour เป็นหลัก ซึ่งทำให้ค่าไฟต่อกิโลเมตรขยับเข้าใกล้ค่าน้ำมันมากขึ้น
มองหารถยนต์มือสองที่ได้คุณภาพ ให้ชาลีคาร์ตอบโจทย์
สำหรับชาวเชียงใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์คู่ใจคันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปประหยัดน้ำมันสภาพเกรด A ที่ผ่านการตรวจเช็กกลไก ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างอย่างพิถีพิถัน สามารถแวะเข้ามาเลือกชม ทดลองขับ และขอคำปรึกษาเรื่องความคุ้มค่าในการใช้งานได้ที่ ชาลีคาร์ เต็นท์รถมือสองเชียงใหม่ที่พร้อมมอบการบริการที่ได้มาตรฐาน โดยเราพร้อมต้อนรับคุณทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน: คลิกดูแผนที่สาขาใหญ่
สาขา 2 สันผีเสื้อ: คลิกดูแผนที่สาขา 2
เลือก รถที่ใช่ ในเงื่อนไขที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ เลือกชมรถยนต์คุณภาพที่ชาลีคาร์
