เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคมอย่างเต็มตัว สภาพอากาศในบ้านเราเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยร้อนจัดจนปรอทแทบแตก ก็เริ่มมีลมกระโชกแรงและเมฆฝนก่อตัวหนาพัดเข้ามา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหน้าฝนนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
และการขับรถในช่วงหน้าฝนนอกจากเราจะต้องใส่ใจในเรื่องของที่ปัดน้ำฝนแล้ว เรายังต้องให้ความสำคัญกับสมรรถภาพรถในจุดต่าง ๆ ด้วยว่ารถของเราสามารถใช้งานได้อย่างเต็มสมรรถนะหรือไม่ เพราะมันคือการเผชิญหน้ากับทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ พื้นผิวถนนที่ลื่นและความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่มีมากกว่าช่วงเวลาปกติหลายเท่าตัว
การเตรียมรถให้พร้อมก่อนที่ฤดูผนจะมาเยือน จึงเป็นเรื่องที่คนรักรถและผู้ใช้ถนนทุกคนต้องให้ความสำคัญ
เช็กลิสต์สำคัญที่ช่วยให้รถคู่ใจ
พร้อมพาคุณลุยฝนไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
1. ระบบที่ปัดน้ำฝนและน้ำยาฉีดกระจก
สิ่งแรกที่ต้องทำงานหนักที่สุดเมื่อฝนตกคือใบปัดน้ำฝน หากทัศนวิสัยไม่ชัดเจน ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็จะเพิ่มขึ้นทันที
ตรวจเช็กใบปัดน้ำฝน: ลองสังเกตดูว่าเวลาปัดน้ำฝนแล้ว มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด หรือทิ้งคราบน้ำเป็นเส้น ๆ ไว้บนกระจกหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ายางใบปัดเริ่มแข็งตัวหรือเสื่อมสภาพแล้ว โดยปกติควรเปลี่ยนทุก ๆ 1 ปี โดยเฉพาะหลังผ่านหน้าร้อนที่แดดอาจเผาจนยางกรอบ
น้ำยาฉีดกระจก: ตรวจเช็กระดับน้ำในถังพักน้ำฉีดกระจกให้เต็มอยู่เสมอ และควรผสมน้ำยาเช็ดกระจกสำหรับรถยนต์ลงไปเล็กน้อย เพื่อช่วยขจัดคราบมันจากไอเสียรถยนต์หรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่กระเด็นมาโดนกระจกหน้า เพราะน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการทำความสะอาดคราบเหล่านั้น
2. ยางรถยนต์
ในวันที่ถนนเปียก แรงเสียดทานระหว่างยางกับพื้นถนนจะลดลงอย่างน่าใจหาย ยางที่มีสภาพสมบูรณ์จะช่วยรีดน้ำและรักษาการยึดเกาะถนนได้ดี
ความลึกดอกยาง: ดอกยางทำหน้าที่สำคัญในการรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัส หากดอกยางเหลือน้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร รถจะเกิดอาการเหินน้ำได้ง่ายมาก ซึ่งจะทำให้คุณสูญเสียการควบคุมรถทันที
ลมยาง: การเติมลมยางให้ถูกต้องตามสเปกโรงงานเป็นเรื่องสำคัญมาก ในหน้าฝนควรเช็คลมยางบ่อย ๆ ไม่ควรให้อ่อนเกินไป เพราะจะทำให้หน้ายางแบนราบจนรีดน้ำได้ไม่ดี
รอยแตกต่าง ๆ: สังเกตบริเวณแก้มยางว่ามีรอยปริแตกหรืออาการบวมพองหรือไม่ เพราะยางที่เก่าจนแตกลายงาจะสูญเสียความยืดหยุ่นและอาจระเบิดได้เมื่อเจอแรงกระแทกจากหลุมที่มีน้ำขัง
3. ระบบเบรก
ถนนที่ลื่นทำให้ระยะเบรกยาวขึ้นกว่าเดิม การที่ระบบเบรกทำงานได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์จึงเป็นเรื่องอันตราย
ผ้าเบรก: หากเวลาเบรกแล้วมีเสียงดังจี๊ด ๆ หรือรู้สึกว่าต้องเหยียบแป้นเบรกลึกกว่าปกติ ควรนำรถไปเช็กความหนาของผ้าเบรกทันที
น้ำมันเบรก: ตรวจดูระดับน้ำมันเบรกในกระปุกว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ และสังเกตสีของน้ำมันเบรก ถ้ามีสีดำหรือขุ่นเข้ม แสดงว่าน้ำมันเบรกเริ่มเสื่อมสภาพหรือมีความชื้นเข้าไปผสม ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการหยุดรถ
4. ระบบไฟส่องสว่าง
ในขณะที่ฝนตกหนัก ทัศนวิสัยจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่เมตร ระบบไฟจึงไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราเห็นทางเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อให้เพื่อนร่วมทางเห็นตำแหน่งรถของเราด้วย
เช็กไฟทุกดวง: ตรวจสอบไฟหน้าทั้งไฟสูงและไฟต่ำ ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว และไฟตัดหมอก หากมีดวงไหนขาดควรรีบเปลี่ยนทันที
ความสะอาดของโคมไฟ: โคมไฟที่เหลืองขุ่นจะทำให้แสงสว่างส่องออกมาได้ไม่เต็มที่ ควรขัดทำความสะอาดให้ใสอยู่เสมอ
5. แบตเตอรี่และระบบไฟ
อากาศที่เย็นและชื้นในช่วงหน้าฝนอาจทำให้แบตเตอรี่ที่เริ่มเสื่อมสภาพออกอาการสตาร์ทติดยาก หรือระบบไฟฟ้าในรถเกิดการรวนได้
ขั้วแบตเตอรี่: ตรวจเช็กความแน่นของขั้วแบตเตอรี่ และทำความสะอาดคราบขี้เกลือสีขาว ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพราะคราบเหล่านี้จะขัดขวางการเดินของกระแสไฟฟ้า
อายุแบตเตอรี่: โดยทั่วไปแบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งาน 1.5 ถึง 2 ปี การเปลี่ยนใหม่ก่อนเข้าหน้าฝนจะช่วยให้คุณอุ่นใจว่ารถจะไม่ดับกลางสายฝนแน่นอน
6. สภาพตัวถังและรอยรั่วซึม
ขอบยางประตูและหน้าต่าง: ตรวจเช็กขอบยางรอบ ๆ ประตูและกระจกทุกบานว่ายังนุ่มและแนบสนิทอยู่ไหม หากยางเริ่มยุ่ยหรือฉีกขาด น้ำฝนอาจรั่วซึมเข้ามาทำลายระบบไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ภายในรถได้
ช่องทางระบายน้ำ: ตรวจเช็กบริเวณร่องระบายน้ำใต้กระจกหน้าหรือร่องขอบฝากระโปรงท้ายว่ามีใบไม้หรือสิ่งสกปรกไปอุดตันไหม เพราะถ้าน้ำระบายไม่ทัน มันอาจจะไหลย้อนกลับเข้าไปในตัวรถได้
เทคนิคการขับขี่เพิ่มเติมเมื่อเจอฝนตกหนัก
1. ลดความเร็วลง
เมื่อฝนตกควรขับรถให้ช้าลงกว่าปกติประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มระยะปลอดภัยในการเบรก
2. ไม่เปิดไฟฉุกเฉินขณะวิ่ง
นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด การเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถวิ่งจะทำให้รถคันหลังแยกไม่ออกว่าคุณกำลังจะเปลี่ยนเลนหรือรถเสียจริง ๆ ควรเปิดแค่ไฟหน้าและไฟตัดหมอกก็เพียงพอแล้ว
3. เว้นระยะห่าง
ควรเว้นระยะจากรถคันหน้าให้มากกว่าเดิมประมาณ 2 เท่า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในกรณีที่มีการเบรกกะทันหัน
ป้องกันไว้ก่อนยังไงก็ดีกว่าเสมอ
การสละเวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงและความกังวลในการขับขี่ช่วงหน้าฝนได้ เพราะรถที่ได้รับการดูแลอย่างดีไม่เพียงแต่จะพาคุณไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย แต่ยังช่วยรักษาความคุ้มค่าและอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หากรถคันปัจจุบันของคุณเริ่มส่งสัญญาณเตือนหลายอย่าง หรือคุณรู้สึกว่าการต้องคอยซ่อมแซมจุดต่าง ๆ เริ่มเป็นภาระหนักเกินไป การมองหารถยนต์คันใหม่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและได้รับการดูแลรักษามาอย่างดีก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหารถยนต์พรีเมียมคุณภาพสูงที่ผ่านการคัดสรรและตรวจเช็กสภาพความพร้อมอย่าง ละเอียดทุกจุด เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมลุยทุกสภาพอากาศและทุกเส้นทางในทันที ที่ชาลีคาร์ (Shaleecar) เต็นท์รถมือสองเกรดพรีเมียมเราให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพรถทุกคันเสมือนเป็นรถที่เราใช้เอง เพื่อมอบความมั่นใจและปลอดภัยสูงสุดให้กับลูกค้าทุกคน
แวะมาชมรถตัวจริง ลองขับ และปรึกษาเรื่องรถกับทีมงานมืออาชีพของเราได้ทั้ง 2 สาขา:
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน : https://maps.app.goo.gl/a2s1DA8sZ5cGtAWF8
สาขา 2 สันผีเสื้อ : https://maps.app.goo.gl/f4s4THksX15Ts2GB7
ที่ชาลีคาร์ เราพร้อมพาคุณผ่านทุกฤดูกาลด้วยรถยนต์คุณภาพพรีเมียมที่คุณไว้วางใจได้เสมอ เลือกซื้อรถมือสองที่มั่นใจ เลือกชาลีคาร์
