สำหรับรถยนต์ยุคใหม่ หลาย ๆ คนคงเคยสังเกตเห็นปุ่มหรือสวิตช์ที่เขียนว่า Drive Mode บนคอนโซลของรถยนต์ แต่อาจจะมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่ารถยนต์ที่มีปุ่ม Drive Mode ซึ่งเราขับอยู่ทุกวันนั้น เป็นสิ่งที่ช่วยให้การขับขี่สนุกขึ้น ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม หรือช่วยให้เร่งแซงได้อย่างปลอดภัยในจังหวะฉุกเฉินได้
หลายคนซื้อรถมาหลายปี แต่กลับปล่อยให้ปุ่มนี้ถูกลืม และใช้รถอยู่เพียงโหมดเดียวตลอดเวลา ทั้งที่การเข้าใจและเปลี่ยนโหมดขับขี่ให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่เพียงแต่ช่วยดึงสมรรถนะของรถออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด แต่ยังช่วยเซฟเงินในกระเป๋า และลดอันตรายจากเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนนได้อีกด้วย ในบทความนี้เราจึงมาสรุปให้คุณได้รู้ว่า 3 โหมดขับขี่มาตรฐานที่ติดมากับรถยนต์นั้นมีอะไรบ้าง แต่ละโหมดทำหน้าที่อย่างไร และควรดึงออกมาใช้ตอนไหน
ความแตกต่างของ Drive Mode ทั้ง 3 โหมด
1. Eco Mode (โหมดประหยัด)
โหมดสายประหยัดที่เน้นเซฟค่าน้ำมันหรือค่าไฟในแบตเตอรี่ให้ได้มากที่สุด เมื่อกดใช้โหมดนี้ ระบบรถยนต์จะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ลิ้นปีกผีเสื้อ (Throttle Body) และระบบเกียร์ให้กินพลังงานน้อยลง
ความรู้สึกระหว่างการขับขี่: คันเร่งจะรู้สึกหน่วงขึ้น เหยียบลงไปแล้วรถจะไม่พุ่ง เกียร์จะเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงไวขึ้นเพื่อรักษาให้รอบเครื่องต่ำ รวมถึงระบบปรับอากาศหรือแอร์ อาจจะเย็นน้อยลงเล็กน้อยเพื่อลดภาระเครื่องยนต์หรือแบตเตอรี่
ควรใช้ Eco Mode ตอนไหน: เหมาะมากสำหรับการขับขี่ในเมืองที่รถติดสลับหยุดนิ่ง การขับวิ่งยาว ๆ บนทางหลวงแบบไม่รีบร้อน หรือช่วงที่น้ำมันและแบตเตอรี่ใกล้จะหมดแล้วต้องการประหยัดพลังงานไว้ก่อน
ข้อเสียถ้าใช้ Eco Mode ผิดสถานการณ์: หากเปิดใช้ขณะต้องการเร่งแซงกะทันหัน ขับขึ้นทางลาดชันมาก ๆ หรือขับขึ้นเขา คันเร่งที่หน่วงเกินไปจะทำให้รถตอบสนองช้า กำลังรถตก และเร่งไม่ขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในจังหวะที่รถต้องการกำลังส่งกะทันหันได้
2. Normal Mode หรือ Auto Mode (โหมดปกติ)
โหมดมาตรฐานที่ถูกตั้งค่ามาจากโรงงานให้ความรู้สึกสมดุลที่สุดระหว่างความประหยัดและการตอบสนองของตัวรถโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยปรับเปลี่ยนอะไรให้ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความซับซ้อนและอยากให้รถเซ็ตค่าทุกอย่างให้ออกมารับกับการใช้งานทั่วไปได้ลงตัวที่สุด
ความรู้สึกระหว่างการขับขี่: คันเร่งตอบสนองตามน้ำหนักเท้า ไม่หน่วงเกินไปและไม่อืดเกินไป พวงมาลัยและระบบช่วงล่างอยู่ในค่ากลางที่ขับขี่ได้สบาย
ควรใช้ Normal Mode ตอนไหน: สามารถใช้เป็นโหมดหลักในชีวิตประจำวันได้เลย ไม่ว่าจะขับไปทำงาน ช้อปปิ้ง หรือเดินทางไกลในสภาพการจราจรปกติ เพราะระบบรถจะช่วยจัดการการจ่ายน้ำมันหรือพลังงานไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องคิดเยอะ
ข้อเสียถ้าใช้ Normal Mode ผิดสถานการณ์: การใช้โหมดนี้แทบไม่มีข้อเสียร้ายแรงเพราะเป็นค่ากลางที่ถูกตั้งค่ามาจากโรงงาน แต่ในสถานการณ์ที่ต้องการสมรรถนะขั้นสุด โหมดปกติหรือ Normal Mode อาจไม่ได้ให้ความแม่นยำของพวงมาลัยและช่วงล่างที่เฟิร์มกระชับเท่ากับ Sport Mode
3. Sport Mode (โหมดสปอร์ต)
สำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัว หรือต้องขับในเส้นทางที่ต้องการกำลังส่งหรือเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถยนต์ Sport Mode เป็นโหมดที่จะช่วยปรับคันเร่ง รอบเครื่องยนต์ และพวงมาลัย ให้ตอบสนองไวและแม่นยำขึ้น ในจังหวะที่ต้องการกำลังเร่งแซง Sport Mode จะทำให้รถมีกำลังส่งที่พร้อมใช้งานทันทีโดยไม่ต้องรอรอบ
ความรู้สึกระหว่างการขับขี่: คันเร่งจะไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แค่แตะเบา ๆ รถก็พร้อมเดินหน้าและเพิ่มกำลังส่ง เกียร์จะลากรอบสูงขึ้นก่อนเปลี่ยนเกียร์ถัดไป น้ำหนักพวงมาลัยจะค่อนข้างตึงมือและหนักขึ้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการขับขี่ (ในรถรุ่นสูง ๆ ที่มีช่วงล่างไฟฟ้า โหมดนี้จะปรับโช้กให้แข็งแน่นขึ้นด้วย)
ควรใช้ Sport Mode ตอนไหน: เหมาะสำหรับจังหวะที่ต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็วและปลอดภัย การขับขี่ขึ้น-ลงทางลาดชัน การลุยทางโค้งบนเขาที่ต้องการกำลังส่งของรถ หรือยามที่ต้องการทำเวลาในการขับขี่เป็นพิเศษ
ข้อเสียถ้าใช้ Sport Mode ผิดสถานการณ์: หากเปิดทิ้งไว้ตอนขับในเมืองที่รถติดขัด จะสิ้นเปลืองน้ำมันหรือแบตเตอรี่สูงมากโดยไม่จำเป็น การตอบสนองของคันเร่งที่ไวเกินไปจะทำให้รถมีอาการกระชาก ขับไม่นุ่มนวล ผู้โดยสารอาจเกิดอาการเมารถได้ง่าย อีกทั้งการค้างรอบเครื่องยนต์ไว้นาน ๆ ยังส่งผลให้ความร้อนและอัตราการสึกหรอของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นด้วย
เลือกใช้โหมดให้ถูกจังหวะ ขับสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
การเลือก Drive Mode ให้เหมาะกับสถานการณ์ นอกจากจะช่วยให้เราใช้น้ำมันหรือพลังงานได้อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังช่วยป้องกันอันตรายจากการตอบสนองของรถที่ไม่เหมาะกับสภาพเส้นทาง หากผู้ขับขี่ลองปรับเปลี่ยนโหมดตามสถานการณ์จริงดู แล้วจะพบว่ารถคันเดิมสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ได้หลากหลายและปลอดภัยกว่าที่คิด
และสำหรับชาวเชียงใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์มือสองสภาพดีที่มาพร้อมเทคโนโลยี Drive Mode ครบครันและฟังก์ชันการใช้งานที่สมบูรณ์แบบ สามารถแวะเข้ามาทดลองขับและเลือกชมรถจริงได้ที่ ชาลีคาร์ เต็นท์รถมือสองเชียงใหม่ที่คัดสรรรถยนต์คุณภาพดี ผ่านการตรวจเช็กระบบไฟฟ้าและกลไกต่าง ๆ อย่างละเอียด พร้อมให้คำปรึกษาและเปิดต้อนรับให้ทดลองขับรถจริงทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน: คลิกดูแผนที่สาขาใหญ่
สาขา 2 สันผีเสื้อ: คลิกดูแผนที่สาขา 2
เลือกสัมผัสสมรรถนะที่ใช่ เลือกรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์ชีวิต เลือกชมรถที่ชาลีคาร์
