แม้มองด้วยตาเปล่า ยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Tires) กับยางรถยนต์ธรรมดาอาจดูเหมือนเป็นยางรถยนต์ที่ไม่ต่างกัน แต่ในความเป็นจริง ยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้รองรับข้อจำกัดทางเทคโนโลยี การรองรับน้ำหนักรถยนต์และสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าได้โดยเฉพาะ หากนำยางรถยนต์ธรรมดามาใส่ในรถยนต์ EV นอกจากจะส่งผลให้ยางสึกหรอหรือเสื่อมสภาพไวขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดประสิทธิภาพในการขับขี่ลงอีกด้วย
เปิด 5 ความแตกต่างระหว่างยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)
และยางรถยนต์ธรรมดา
1. การรับน้ำหนัก (Load Capacity)
รถยนต์ไฟฟ้ามีชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ส่งผลให้ตัวรถยนต์ EV มีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในขนาดเดียวกันถึง 20 - 30% หรือหนักกว่ากันหลายกิโลกรัม ยางรถยนต์ EV จึงถูกออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงเป็นพิเศษ มีการใช้นวัตกรรมโครงสร้างยางที่แข็งแกร่ง มีการเสริมชั้นสายพานเหล็ก โครงผ้าใบชั้นใน และปรับโครงสร้างแก้มยางให้รับแรงอัดได้มากขึ้นโดยไม่เสียรูป เพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถและแรงกระแทกจากพื้นถนนได้อย่างปลอดภัย โดยยางประเภทนี้มักจะมีสัญลักษณ์ HL (High Load) ระบุไว้บนแก้มยาง
2. แรงบิดและการต้านทานการสึกหรอ (Instant Torque & Wear Rate)
จุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า คือการมอบแรงบิดสูงสุดได้ทันทีที่แตะคันเร่ง (Instant Torque) ซึ่งแตกต่างจากรถน้ำมันที่ต้องรอรอบเครื่องยนต์ไต่ระดับ ส่งผลให้ยางรถยนต์ EV ต้องรับแรงกดและแรงเสียดทานสูงมากในจังหวะออกตัว หากนำยางรถยนต์ธรรมดามาใช้ เนื้อยางจะถูกไถไปกับพื้นถนนอย่างรุนแรงจนทำให้ดอกยางหมดไวขึ้นกว่าปกติถึง 30% ผู้ผลิตรถยนต์ EV จึงต้องคิดค้นสูตรผสมเนื้อยางพิเศษ (Compound) ที่มีความเหนียวแน่น ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยม และทนทานต่อการสึกหรอจากจังหวะออกตัวได้มากกว่าเดิม
3. ความเงียบในห้องโดยสารและการลดเสียงรบกวน (Noise Reduction Technology)
เนื่องจากรถยนต์ EV ไม่มีเสียงการทำงานของเครื่องยนต์หรือเสียงท่อไอเสีย เสียงจากภายนอกโดยเฉพาะเสียงยางรถยนต์ที่ขับเคลื่อนไปบนถนน (Road Noise) จึงเป็นเสียงที่สามารถเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารได้ชัดกว่าปกติ ยางรถยนต์ EV จึงถูกออกแบบลายดอกยางแบบสลับความถี่เพื่อแตกคลื่นเสียง ไม่ให้เกิดเสียงก้องรบกวนห้องโดยสาร หรือมีการออกแบบลายดอกยางเพื่อช่วยให้สามารถลดเสียงรบกวนได้โดยเฉพาะ ซึ่งการออกแบบยางรถยนต์ EV ในรูปแบบนี้จะช่วยซับแรงสั่นสะเทือนและลดระดับเสียงยางรถยนต์ที่ขับเคลื่อนไปบนถนนลง ทำให้ห้องโดยสารเงียบตามจุดขายของรถไฟฟ้า
4. ระยะทางและการประหยัดพลังงาน (Low Rolling Resistance)
สำหรับจุดเด่นเรื่องระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (Range) ถือเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ยางรถยนต์ EV จึงถูกออกแบบให้มีแรงต้านการหมุนต่ำกว่ายางรถยนต์ธรรมดา โดยใช้โครงสร้างและยางสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานในขณะที่ยางหมุนไปบนพื้นถนน ช่วยให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ลื่นไหลขึ้น ประหยัดไฟจากแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่น้อยลง และช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ให้ไกลขึ้นในทุก ๆ การชาร์จ
5. ราคายางและการบำรุงรักษา (Price & Maintenance)
ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและโครงสร้างยางที่แข็งแรงซึ่งถูกพัฒนามาเป็นพิเศษ ยางรถยนต์ EV จึงมีราคาจำหน่ายสูงกว่ายางรถยนต์ธรรมดาประมาณ 15 - 30% ซึ่งหากทำการบำรุงรักษาและดูแลยางรถยนต์ โดยทำการสลับยางรถยนต์ตามระยะและการตรวจเช็กลมยางให้เหมาะสมอยู่เสมอ ก็จะสามารถช่วยเกลี่ยหน้ายางให้มีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ และช่วยยืดอายุการใช้งานให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
ยางรถยนต์ไฟฟ้าและยางรถยนต์ธรรมดา
สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่?
หากนำยางรถยนต์ EV ไปใส่รถยนต์น้ำมัน
สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย สิ่งที่จะได้เพิ่มขึ้นมาคือห้องโดยสารที่เงียบขึ้น ความทนทานของเนื้อยางที่สูงขึ้น และอัตราการประหยัดน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแรงต้านการหมุนที่ต่ำลง แต่ต้องแลกมาด้วยราคาค่าตัวของยาง EV ที่สูงกว่ายางรถยนต์ธรรมดาทั่วไป
หากนำยางรถยนต์ธรรมดาไปใส่รถยนต์ EV
หากพูดตามข้อเท็จจริงแล้ว สามารถนำยางรถยนต์ธรรมดาไปใส่รถยนต์ EV แต่เนื่องจากยางธรรมดาไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักของรถยนต์ EV โดยเฉพาะ จึงอาจมีผลเสียตามมา เช่น ยางจะสึกหรออย่างรวดเร็ว ดอกยางหมดไวภายในระยะเวลาไม่กี่หมื่นกิโลเมตร ระยะเบรกยาวขึ้น เสียงยางดังเข้ามาในห้องโดยสารจนอาจรบกวนการขับขี่ และในกรณีที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือบรรทุกหนัก โครงสร้างยางธรรมดาอาจรับแรงอัดไม่ไหวจนเกิดความเสียหายต่อตัวยางได้ และอาจส่งผลให้ระยะทางในการวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งนั้นลดลง
เลือกรถยนต์และยางที่ใช่ เพื่อความคุ้มค่าระยะยาว
การเลือกประเภทยางให้ตรงกับสเปกของตัวรถ ไม่เพียงแต่ช่วยเซฟเงินค่าบำรุงรักษาในระยะยาวและช่วยให้ประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในทุกเส้นทางที่คุณขับขี่
สำหรับชาวเชียงใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์มือสองคุณภาพเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปประหยัดน้ำมันสภาพเกรด A ที่ผ่านการตรวจเช็กสภาพยาง ระบบไฟฟ้า และกลไกขับเคลื่อนอย่างพิถีพิถัน พร้อมรับคำปรึกษาเรื่องรถยนต์มือสอง จากมืออาชีพ สามารถแวะเข้ามาเลือกชมและทดลองขับได้ที่ ชาลีคาร์ เต็นท์รถมือสองเชียงใหม่ที่พร้อมบริการด้วยมาตรฐานทั้ง 2 สาขาใกล้บ้านคุณ
สาขาสำนักงานใหญ่ แยกลิขิตชีวัน: คลิกดูแผนที่สาขาใหญ่
สาขา 2 สันผีเสื้อ: คลิกดูแผนที่สาขา 2
สัมผัสสมรรถนะที่มั่นใจ เลือกรถยนต์มือสองคุณภาพสูง เลือกชมรถที่ชาลีคาร์
