ยุคนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่ป้ายราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นเอา ๆ จนหลายคนเริ่มกุมขมับทุกครั้งที่ต้องเลี้ยวรถเข้าปั๊ม เชื่อว่าคำถามแรกที่แวบเข้ามาในหัวของคนใช้รถแทบทุกคนคือ "ทำยังไงให้เติมน้ำมันถังนึงแล้ววิ่งได้นานกว่าเดิม?" หรือ "มีวิธีขับแบบไหนบ้างที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้จริง?"
หลายคนอาจจะคิดว่าการประหยัดน้ำมันต้องพึ่งพาแค่เทคโนโลยีของตัวรถ หรือต้องเปลี่ยนไปใช้รถไฮบริดเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว "พฤติกรรมการขับขี่" ของเรานี่แหละที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ซึ่งบางอย่างเราอาจจะเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นการกินน้ำมันโดยใช่เหตุ
ในบทความนี้ เราเลยรวบรวมเทคนิคฉบับเข้าใจง่ายที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ไปจนถึงจังหวะการเหยียบคันเร่งที่ช่วยให้คุณเดินทางได้ไกลขึ้นในราคาที่จ่ายน้อยลง จะมีเคล็ดลับอะไรบ้างที่ช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้บ้าง มาลองดูไปพร้อมกันเลย
เปิดเคล็ดลับประหยัดน้ำมัน
1. เลิกนิสัย "เท้าหนัก" ออกตัวกระชาก
หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้รถกินน้ำมันเกินความจำเป็นคือจังหวะการออกตัวครับ หลายคนชอบเหยียบคันเร่งมิดเพื่อให้รถพุ่งออกไปไว ๆ แต่รู้ไหมว่านั่นคือจังหวะที่เครื่องยนต์ต้องใช้กำลังส่งมหาศาลและสูบฉีดน้ำมันทิ้งไปเยอะที่สุด วิธีที่ถูกต้องคือค่อย ๆ เดินคันเร่ง ให้เข็มไมล์ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปอย่างนุ่มนวล นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังช่วยถนอมเกียร์และยางรถยนต์ไปในตัวด้วย
2. รักษาความเร็วให้คงที่ (Cruising)
การขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญของการประหยัดน้ำมันเลย พยายามรักษาความเร็วอยู่ที่ประมาณ 80–90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ถ้าสภาพการจราจรเอื้ออำนวยนะ) เพราะเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุด หากรถใครมีระบบ Cruise Control ก็สามารถเปิดใช้งานได้เวลาเดินทางไกล จะช่วยคุมความเร็วให้คงที่ได้ดีกว่าเท้าเราเหยียบเองเยอะเลย
3. ไม่บรรทุกของที่ไม่จำเป็นไว้ในรถ
ลองเช็กที่หลังรถดูครับว่ามีอะไรที่เราใส่ทิ้งไว้บ้าง? ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหลายคู่ ลังใส่น้ำ หรืออุปกรณ์กีฬาที่ไม่ได้ใช้บ่อย ๆ การแบกน้ำหนักส่วนเกินทุก ๆ 10 กิโลกรัม อาจดูเหมือนน้อย แต่ถ้าต้องแบกไปทุกที่ทุกวัน เครื่องยนต์ก็ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลากน้ำหนักเหล่านั้นไป ของชิ้นไหนไม่ได้ใช้ แนะนำให้เอาออก พอรถเบาลง น้ำมันก็เหลือเยอะขึ้นแน่นอน
4. เช็กแรงดันลมยางอยู่เสมอ
เรื่องง่าย ๆ ที่หลายคนมักมองข้ามคือ "ลมยาง" ถ้าลมยางอ่อนเกินไป พื้นที่หน้ายางจะสัมผัสกับถนนมากขึ้น เกิดแรงเสียดทานเยอะ ทำให้เครื่องยนต์ต้องออกแรงหมุนล้อมากกว่าปกติ ลองสละเวลาสัปดาห์ละครั้งเช็กเติมลมยางให้ได้ตามสเปกที่คู่มือรถกำหนด (ส่วนใหญ่จะมีสติ๊กเกอร์บอกตรงขอบประตูฝั่งคนขับ) แค่ลมยางพอดี รถก็วิ่งฉิวแถมประหยัดขึ้นอีกโขเลย
5. วางแผนเส้นทางก่อนสตาร์ท
ยุคนี้เรามี Google Maps เป็นตัวช่วยที่ดีมาก ก่อนออกเดินทางลองเช็กดูสักนิดว่าเส้นทางไหนรถติดน้อยที่สุด หรือทางไหนเป็นทางลัดที่สั้นกว่า เพราะการที่รถต้องจอดแช่อยู่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด เครื่องยนต์จะเผาน้ำมันทิ้งไปเปล่า ๆ ตลอดเวลา การเลี่ยงรถติดได้เพียง 10-15 นาที ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้แบบเห็น ๆ
6. ใช้แรงเฉื่อยให้เป็นประโยชน์
จังหวะที่เห็นไฟแดงอยู่ไกล ๆ หรือเห็นว่ารถคันข้างหน้าเริ่มชะลอตัว แทนที่จะเหยียบคันเร่งต่อไปจนเกือบถึงแล้วค่อยเบรกแรง ๆ ให้เปลี่ยนมาเป็น "ถอนคันเร่ง" แล้วปล่อยให้รถไหลไปด้วยแรงเฉื่อยแทนครับ วิธีนี้จะทำให้ระบบจ่ายน้ำมันหยุดทำงานชั่วขณะ (ในรถรุ่นใหม่ ๆ ) และยังช่วยถนอมผ้าเบรกไม่ให้หมดไวอีกด้วย
เทคนิคเสริม: เช็กสภาพรถสักนิด ชีวิตประหยัดน้ำมันขึ้นเยอะ
นอกจากวิธีการขับแล้ว สภาพรถก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้ารถอยู่ในสภาพที่ "สมบูรณ์" เครื่องยนต์ก็ไม่ต้องออกแรงเกินตัว มาลองดูว่ามีจุดไหนที่เราควรใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง:
เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะ: น้ำมันเครื่องที่สะอาดและยังมีประสิทธิภาพจะช่วยลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ ทำให้ลูกสูบทำงานได้คล่องตัวขึ้น ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องดำหรือหนืด เครื่องยนต์จะทำงานหนักและซดน้ำมันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไส้กรองอากาศต้องไม่ตัน: ลองนึกภาพเราใส่หน้ากากอนามัยที่เปียกน้ำแล้ววิ่งดู เราจะเหนื่อยกว่าปกติมาก เครื่องยนต์ก็เช่นกัน ถ้าไส้กรองอากาศสกปรก อากาศเข้าไม่สะดวก การเผาไหม้ก็จะไม่สมบูรณ์ ทำให้น้ำมันถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์
หัวเทียนต้องพร้อมใช้งาน: หากหัวเทียนเริ่มเสื่อมสภาพ การจุดระเบิดในห้องเผาไหม้จะไม่เสถียร ทำให้กำลังเครื่องตกและกินน้ำมันมากขึ้น การเช็กและเปลี่ยนหัวเทียนตามกำหนดจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย
ประหยัดน้ำมันไม่ใช่เรื่องยาก
จริง ๆ แล้วเคล็ดลับเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่มันคือการเปลี่ยน "ความเคยชิน" เล็กๆ น้อยๆ ในการขับขี่ ถ้าเราทำได้ครบทุกข้อรวมกัน ในหนึ่งเดือนคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเลยว่า เงินที่เหลือจากการเติมน้ำมันนั้นสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าการขับรถให้ประหยัดน้ำมันนั้น ใคร ๆ ก็ทำได้
